[EHW] Eremes Zingerese - Laurel

posted on 17 May 2015 20:55 by farlyanar in ExteenCommunities
เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
'เป็นหัวข้อที่น่าสนใจดีแฮะ'
 
เอเรเมสนึกในใจ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ตำนานของพวกมักเกิ้ลดูๆไปก็ท่าทางจะสนุกดี เอามานอนอ่านเล่นสักพักคงช่วยคลายความเบื่อระหว่างที่คิดการบ้านไม่ออกนี่ไปได้บ้าง
 
พอคิดได้ดังนั้นเขาก็พลิกตัวกลับมาและเริ่มอ่าน..
 
 
 
 
 
 
 

ตำนานเทพอะพอลโลกับมงกุฎใบลอเรล:


ต้นเบย์ลอเรล (Bay laurel – Evergreen bay laurel ก็เรียก) หรือที่เรียกกันทั่วไปในชื่อว่าต้นลอเรล (Laurel) เป็นพืชยืนต้นขนาดเล็กที่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมของมนุษย์มาช้านาน มนุษย์รู้จักการใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้มาตั้งแต่ก่อนสมัยคริสตกาล ใบของพืชชนิดนี้นั้นถูกเก็บไปแปรรูปเป็นเครื่องเทศที่เรารู้จักกันดีในชื่อใบกระวาน หรือเบย์ลีฟ (Bay leaf) ผู้คนมักสับสนระหว่างใบกระวานและต้นกระวานว่ามีที่มาจากพืชชนิดเดียวกัน แต่อันที่จริงแล้วใบกระวานนั้นเป็นผลิตผลของพืชในตระกูลของอบเชย และเป็นพืชท้องถิ่นที่ปลูกกันมากในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (บางแหล่งข้อมูลก็อ้างอิงว่า ตามจริงแล้วใบตากแห้งซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ทำเครื่องเทศนั้นเป็นใบของต้นเทพธาโร ซึ่งมีกลิ่นหอมฉุน และรสเผ็ดร้อน) ในขณะที่กระวาน (Cardamom) ซึ่งมีลักษณะเป็นเมล็ด ถูกเก็บมาจากต้นของพืชในตระกูลกระวาน ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นในอินเดีย เนปาล และภูฏาน เหตุที่ในบางท้องถิ่นเรียกเบย์ลีฟว่าใบกระวานนั้นก็เพราะกลิ่นที่คล้ายกัน นอกจากนี้ก็พบว่าบางตำราให้คำจำกัดความกลิ่นของใบลอเรลว่าออกไปทางคล้ายกับออริกาโนหรือโหระพา 

ในปัจจุบัน ลอเรลทั้งใบแห้งและใบสดมักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องแต่งกลิ่นรสสำหรับอาหาร (ใบสดจะมีความหอมมากกว่าใบแห้ง) โดยมากจะพบอยู่ในบรรดาเครื่องปรุงของอาหารตะวันตก ใบลอเรลมักถูกใช้เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติในซุป สตูว์ ซอสปรุงรส ใช้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์เพื่อดับกลิ่นคาว ไปจนถึงเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม หรือผสมร่วมกับเครื่องเทศชนิดอื่นๆให้ได้กลิ่นตามที่ต้องการ ใบลอเรลยังถือเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่ใช้ได้ในหลากหลายสูตรอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะพบมากในหมู่อาหารเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้เรายังสามารถสกัดน้ำมันหอมระเหยได้จากใบลอเรลอีกด้วย เชื่อกันว่าน้ำมันนี้มีสรรพคุณยาขับประจำเดือน ขับเหงื่อ และรักษาโรคมะเร็ง แก้ไข้เซื่องซึม รักษาอาการปวดข้อ ปวดประสาท และช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานเป็นปกติ...

 

เอเรเมส: .๐(ไอ้กลิ่นแหลมๆแปลกๆในพวกสตูว์ ...หรือว่ามันคือกลิ่นไอ้นี่เองงั้นเหรอ?)

 

...แต่สิ่งที่ทำให้ลอเรลเป็นต้นไม้ที่มีความพิเศษในที่นี้ไม่ใช่สรรพคุณทางยาหรือกลิ่นรสที่ติดจมูกติดลิ้น หากเป็นความหมายในเชิงสัญญะและที่มาของมันจากเทวตำนานกรีก-โรมัน

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นลอเรลนั้นคือ ‘laurus nobilis’ ซึ่งความหมายในภาษาละตินของทั้งสองคำอันได้แก่  laurus คือ ชัยชนะ, ความสำเร็จ ส่วน nobilis หมายถึง สถานะอันสูงศักดิ์หรือความข้องเกี่ยวกับราชวงศ์ โดยรวมแล้วความหมายเชิงสัญญะของต้นลอเรลก็คือ ชัยชนะ ความสูงศักดิ์ ความเป็นนิรันดร์ สติปัญญาที่ยอดเยี่ยมเหนือผู้อื่น การหยั่งรู้อนาคต การได้รับชื่อเสียงและการยกย่องอย่างสูง และการเข้าใจภาพในองค์รวมได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งทำให้เรามักพบการใช้ใบลอเรล (เป็นช่อ มงกุฎ หรือเป็นดอก) ในงานศิลปะเพื่อสื่อถึงความหมายแฝงเหล่านี้

ยิ่งไปกว่านั้น ในเทวตำนานกรีก-โรมัน ต้นลอเรลถือว่าเป็นพืชสักดิ์สิทธิ์ และพืชชนิดนี้ยังเป็นพืชประจำตัวของสุริยเทพอะพอลโล ในงานศิลปะหลายๆชิ้นเราจะพบว่าศิลปินมักให้อะพอลโลสวมมงกุฏใบลอเรลไว้เหนือศรีษะ ซึ่งตามธรรมดาแล้วการที่เทพเจ้าใช้สิ่งของใด หรือมีสิ่งประจำตัวอะไรบางอย่าง มักจะมีนัยยะหรือที่มาที่ไปอันผิดธรรมดาอยู่เสมอ

อะพอลโล (Apollo) เป็นเทพเจ้าในเทวตำนานของกรีก ตามตำนานกล่าวว่าอะพอลโลนั้นเป็นบุตรของมหาเทพซุส (Zeus) ผู้ปกครองภูเขาโอลิมปัส กับนางลีโต (Leto) เทพีเฮร่า (Hera) ผู้เป็นชายาของซุสไม่พอพระทัยมากที่พระสวามีเที่ยวมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นไปทั่ว นางจึงส่งคนออกตามล่าพวกนางเหล่านั้นอยู่เนืองๆ หนึ่งในนั้นก็รวมถึงนางลีโตด้วย

เมื่อถูกตามล่า นางลีโตก็หนีจากถิ่นฐานที่อยู่เดิมไปเรื่อยๆ รวมถึงหนีจากการตามล่าของไพธอน (Phython) งูยักษ์ที่เฮร่าส่งมาด้วยหวังจะสังหารนางเสีย ระหว่างการเดินทางต้องประสบความลำบากและอันตรายมากมาย แต่ในที่สุดแล้ว นางลีโตก็หนีภัยมาถึงทะเลและพบเกาะสองเกาะจึงข้ามไป  จากนั้นนางลีโตก็ให้กำเนิดฝาแฝดหญิงชาย โดยนางให้กำเนิดอาร์เธมิส (Artemis)เทพีแห่งการล่า สัตว์ป่า พรหมจรรย์และผู้พิทักษ์หญิงสาว ณ  เกาะออร์ธีเกีย (Orthygia island) จากนั้นเทพีน้อยได้ช่วยเหลือนางลีโตให้ข้ามมายังเกาะเดลอส (Delos island) และในที่สุดแล้วนางลีโตก็ให้กำเนิดอะพอลโลที่เกาะเดลอสในวันต่อมานั้นเอง

เมื่อคลอดเทพเทพีน้อยทั้งสองแล้วภัยอันตรายก็ยังไม่หมดสิ้น เมื่ออะพอลโลมีอายุได้สี่วันงูยักษ์ไพธอนที่เฮร่าส่งมาก็ได้ตามมาพบทั้งสามเข้า อะพอลโล่ซึ่งได้รับลูกศรและคันธนูมาจากเฮฟเฟตัส (Hephaestus) ก็จัดการสังหารไพธอนลงได้สำเร็จ ดังนั้นบางครั้งเราจะพบว่าอะพอลโลถูกเรียกขานด้วยอีกนามคือ ไพเธียส (Pytheus) หรือที่แปลว่า ผู้สังหารไพธอน

เทพอะพอลโลถูกยกย่องให้เป็นสุริยเทพของชาวกรีก (ส่วนจันทราเทพก็คือเทพีอาร์เธมิส) และยังเป็นเทพที่ชาวกรีกให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก มีการสร้างรูปเคารพและเทวสถานอยู่ทั่วไป ที่โดดเด่นมากที่สุดเห็นจะเป็น มหาวิหารเดลฟี (Delphi) ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลือร่องรอยปรากฏอยู่ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของกรีก อนุสรณ์สถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง คือ โคลอสซัส (Colossus) หรือ อนุสาวรีย์ขนาดมหึมาของอะพอลโลที่เกาะโร้ดส์ (Rhodes island) ซึ่งชาวเกาะโร้ดส์สร้างขึ้นถวายบูชา สถานที่แห่งนี้ได้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ ไว้เลย

เทพอะพอลโลนั้นถือว่าเป็นผู้ที่มีความรักมากมายไม่ต่างจากพระบิดา มีตำนานเล่าขานถึงผู้เป็นคนรักของเทพองค์นี้มากมายหลากหลายเรื่องทั้งที่เป็นชายและหญิง แต่ตำนานหนึ่งของความรักที่ไม่สมหวังของอะพอลโลที่มักจะถูกเล่าขานกันอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็คือความรักที่เทพผู้นี้มีแด่นางไม้ผู้งดงามนามว่า ดาฟเน่ (Daphne)

ตำนานนั้นเล่ากันมาว่า ความรักอันไม่สมหวังในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากความอวดดีของอะพอลโลที่ไปสบประมาทอีรอส (Eros) หรือคิวปิด (Cupid) เทพเจ้าแห่งความรักผู้มีรูปร่างเหมือนกับเด็ก โดยเมื่ออะพอลโลเห็นอีรอสเงื้อง่ายิงธนูก็ได้เยาะเย้ยว่าอีกฝ่ายยังเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ไฉนจึงริอ่านเล่นกับธนูซึ่งเป็นอาวุธอันเหมาะกับชายฉกรรจ์อย่างตนมากกว่า และอะพอลโลก็โอ้อวดถึงชัยชนะที่ได้มาจากการใช้ธนูต่อสู้กับมังกรไพธอนเมื่อตอนที่ตนยังอยู่ในวัยแบเบาะ

“เจ้าเกี่ยวอะไรกับอาวุธสงครามเช่นนี้ ทิ้งให้อยู่ในหัตถ์ที่คู่ควรเสีย จงดูการพิชิตที่ข้าชนะได้ด้วยธนูเหนืออสรพิษมหึมาที่เหยียดกายพิษของมันเหนือที่ราบหลายเอเคอร์! พอใจกับคบไฟของเจ้าเสีย เด็กน้อย แล้วก่อไฟของเจ้า ดังที่เจ้าเรียกพวกมัน ซึ่งเจ้าจะ แต่ไม่ทึกทักเอาการสอดกับอาวุธของข้า" (จากหนังสือ มหากาพย์เมตามอร์โฟร์ซิส เขียนโดยโอวิด หนึ่งในมหากวีเอกแห่งยุคโรมัน; Ovid, Metamorphoses)....

 

เอเรเมส: .๐(...งี่เง่า...)


....อีรอสได้ยินเช่นนั้นก็บันดาลโทสะ จึงโต้ตอบว่า ถึงแม้อะพอลโลจะสามารถใช้ธนูเอาชนะใครต่อใครได้หมด แต่ธนูอันน้อยของตนนี้แหละที่จะล้มอะพอลโลลงได้ พูดจบอีรอสก็แสดงอิทธิฤทธิ์ของตนให้อพอลโลรู้ซึ้งถึงอานุภาพของธนูที่อะพอลโลดูแคลนว่าเป็นเพียงของเด็กเล่น เทพแห่งความรักหยิบลูกธนูขึ้นมามาสองลูก อันหนึ่งเป็นลูกธนูซึ่งทำจากทอง อีกอันหนึ่งเป็นลูกธนูทำจากตะกั่ว  ลูกที่เป็นธนูทองอีรอสยิงมันทะลุเข้ากลางหทัยของอะพอลโล ส่วนลูกที่เป็นธนูตะกั่วนั้น อีรอสเลือกที่ยังมันปักกลางดวงใจของนางไม้ผู้งดงามนาม ดาฟเน่ เพื่อก่อความเกลียดชัง ทำให้อะพอลโลตกหลุมรักดาฟเน่ และในขณะเดียวกันก็ทำให้นางเกลียดชังอะพอลโลยิ่งนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วความรักของทั้งสองจึงไม่มีวันที่จะสมหวัง เป็นการแก้แค้นของอีรอสผู้ที่ถูกสบประมาทนั่นเอง

ส่วนนางไม้ดาฟเน่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการต่อปากต่อคำของสองเทพเจ้าโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นางเป็นธิดาของพีนีอุส (Peneus) เทพเจ้าแห่งทะเลสาบ ดาฟเน่นั้นเติบโตมาอย่างอิสระ ด้วยความที่นางรูปงามจึงมีชายหนุ่มมาสนใจมากมาย แต่นางกลับไม่สนใจผู้ใด อันที่จริงนางปฏิเสธความรักจากผู้อื่นมากมาย เหตุเพราะนางพอใจกีฬาในป่าและการสำรวจป่ามากกว่า แถมยังนับถืออาร์เธมิสผู้เป็นเทพธิดาแห่งพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัดอีกด้วย

เมื่อพีนีอุสถามบุตรีว่าเมื่อไหร่เล่าที่ท่านจะได้อุ้มหลานตาหากนางยังคงคอยปฏิเสธชายหนุ่มรูปงามทั้งหลายอยู่เช่นนี้ ดาฟเน่กลับออดอ้อนขอร้องต่อท่านพ่อของตนให้ท่านประทานพรให้นางเป็นโสดไปชั่วชีวิต จนพีนีอุสใจอ่อนจึงประทานพรนั้นให้แก่นางในที่สุด

และแล้ววันหนึ่งหลังจากนั้น อะพอลโลก็ได้เห็นนางดาฟเน่เข้าเป็นครั้งแรก ด้วยผลจากการถูกศรรักของอีรอสปักอก ทำให้เทพหนุ่มเกิดมีความหลงใหลในตัวนางยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นผมยาวที่สลวย ดวงตาแวววาม รวมทั้งริมฝีปากอ่อนหวานอันถูกตาต้องใจเป็นอันมาก ซึ่งอะพอลโลสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ยอมหยุดเพียงการได้แต่ลอบมองริมฝีปากของนางเป็นแน่

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น โดยที่อะพอลโล ผู้ซึ่งนอกจากจะเป็นเทพเจ้าแห่งดนตรี กวี ศาสตร์ศิลป์ แสงและดวงอาทิตย์ ยังเป็นเทพแห่งการพยากรณ์อีกด้วยนั้น ลืมสำรวจดวงชะตาของตนกับนางไม้ผู้น่าสงสารนางนั้น จึงไม่ทราบว่าความรู้สึกที่มีให้นางไม่อาจเป็นความรักที่สมหวังได้

ด้วยความหลงใหลคลั่งไคล้ อะพอลโลจึงตามนางไปทุกหนทุกแห่งตั้งแต่นั้น มิวายว่านางจะเอาแต่หลบหนีอย่างไม่คิดชีวิตก็ตาม อะพอลโลพยายามร้องตะโกนเกลี้ยกล่อมมิให้นางวิ่งหนี พร่ำพรรณนาความรักอันมีต่อนาง หากดาฟเน่นั้นมิได้ชอบพอในตัวอะพอลโลแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีให้เพียงความรังเกียจ ซึ่งอาจจะมาจากผลของลูกธนูตะกั่วของอีรอสก็เป็นได้ นางจึงเอาแต่คอยหลบลี้หนีหน้าอะพอลโลเรื่อยไป

อะพอลโลถึงกลับคร่ำครวญว่า โอ้ ถึงแม้ศรข้าจะมีอานุภาพเกรียงไกร แต่ข้ากลับพ่ายแพ้แก่ลูกศรที่มีอานุภาพร้ายแรงกว่า นั่นคือศรรักที่ปักอกข้าจนทำให้ข้าร้อนรุ่มทรมานด้วยความรักถึงเพียงนี้ แม้ข้าจะเป็นถึงเทพแห่งการเยียวยาผู้รักษาโรคร้ายให้มลายหายไปได้ แต่ข้ากลับพ่ายแพ้แก่โรครักซึ่งยาขนานใดก็ไม่สามารถเยียวยารักษาได้

ทว่าคำหวานของอะพอลโลนั้นไม่สามารถโน้มน้าวใจดาฟเน่ได้ นางยังคงหนีต่อไป อะพอลโลเองก็ยังคงติดตามนางอย่างไม่ลดละเช่นเดียวกัน ยิ่งนางวิ่งหนี ผมของนางก็ปลิวสยายไปตามสายลม เสื้อผ้าของนางก็เริ่มหลุดลุ่ย ทำให้อะพอลโลคลั่งไคล้ในตัวนางมากขึ้นอีกทบเท่าทวี และเมื่อเป็นเช่นนั้นอะพอลโลนั้นก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อไล่ให้ทันนาง ทิ้งการเกลี้ยกล่อมอันละมุนละม่อมไปเสียดังสุนัขป่าวิ่งรี่เข้าหาลูกแกะ มีบางตำนานที่กล่าวว่า เมื่อเฝ้ามองอย่างเงียบๆจนถึงจุดนี้แล้วอีรอสก็เกิดความสงสาร แม้จะรู้ว่าศรของตนทำให้อะพอลโลไม่อาจสมหวังในความรักครั้งนี้ได้ แต่กระนั้นอีรอสก็ยังยื่นมือเข้ามาก้าวก่ายจนอะพอลโลสามารถไล่ตามติดมาใกล้จนจวนเจียนที่จะจับนางได้

ดาฟเน่นั้นกลัวจับใจ เรี่ยวแรงที่มีอยู่ก็เริ่มลดน้อยถอยลง นางพยายามวิ่งกระเสือกกระสนหนีไปยังริมฝั่งแม่น้ำซึ่งเป็นเขตแดนของบิดาแม้จะรู้ว่าอีกไม่นานอะพอลโลคงยื่นมือมาถึงตัวนางได้เป็นแน่แท้ ในที่สุดแล้วดาฟเน่ก็ขานเรียกอ้อนวอนต่อบิดาของนาง “ช่วยข้าด้วย พีนีอุส เปิดผืนดินเพื่อห่อหุ้มข้า หรือเปลี่ยนรูปข้า ซึ่งได้นำข้ามาสู่อันตรายนี้! ปล่อยข้าให้เป็นอิสระจากชายผู้นี้นับแต่บัดนี้ไป!"

ทีที่อะพอลโลไล่ตามมาจนถึงตัวเธอและพยายามที่จะโอบกอดเธอนั้นคำขอของเธอก็สิ้นสุดลงพอดี ซึ่งพีนีอุสก็ทำตามคำอ้อนวอนของนาง พร้อมทั้งร่ายคาถาด้วยอำนาจยิ่งใหญ่ ผิวของนางเปลี่ยนเป็นเปลือกไม้ ผมของนางกลายเป็นใบ แขนของนางเหยียดสยายแผ่กิ่งก้าน นางหยุดวิ่งหลังจากที่เท้าของนางกลายเป็นหยั่งลงดิน ใบหน้าที่สดสวยซึ่งนำมาซึ่งการไล่ล่านี้ก็กลายเป็นเพียงยอดไม้ ไม่เหลือเค้าความสวยงามใด และแล้วนางไม้ดาฟเน่ก็กลายร่างเป็นต้นลอเรลอยู่ตรงนั้นเอง...

 

เอเรเมส: .๐(เอ้า เป็นโศกนาฏกรรมไปซะงั้น...)


...อะพอลโลประหลาดใจมากเมื่อในอ้อมกอดเหลือเพียงต้นไม้เล็กๆที่มีใบสีเขียวสด เมื่อเทพเจ้าลองเอามือลูบไปที่กิ่งของต้นไม้นั้น ก้านทั้งก้านก็สั่นไหวดั่งมีเลือดเนื้อ อะพอลโลตระกองกอดกิ่งของต้นไม้ไว้ แต่ทั้งต้นทั้งกิ่งก็ยังดูเหมือนพยายามจะหดหนีไปให้ไกล

ด้วยความเศร้าสลด อะพอลโลจึงกระซิบสาบานกับต้นลอเรลว่า สาบานว่าจะดูแลนางในฐานะต้นไม้ของพระองค์ จะขับไล่สัตว์ร้ายและอสุรกายบนโลกนี้ที่ตั้งใจทำร้ายนาง และสัญญาว่าใบของนางจะประดับเป็นมงกุฎอยู่บนศีรษะของผู้นำทั้งหลาย และใบของนางจะถูกวาดลงบนอาวุธ และนางจักไม่ถูกอ้างเป็นของใครอื่นตราบที่กิ่งของนางยังงอกงาม อะพอลโลทรงใช้อำนาจความเยาว์วัยนิรันดร์และอมตภาพทำให้นางเขียวชะอุ่มตลอดปี นับแต่บัดนั้น ใบของต้นเบย์ลอเรลก็ไม่เคยแห้งเหี่ยว เป็นที่มาของคำเรียก Evergreen Bay Laurel นั่นเอง 

นี่จึงเป็นที่มาของการที่มนุษย์นำใบลอเรลมาร้อยเป็นมงกุฏมอบให้แก่นักกีฬา นักดนตรี นักพูด กวี ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะที่สูงส่ง โดยพบว่ามีการสลักหรือวาดมงกุฎนี้ประดับบนศีรษะของเหล่ากษัตริย์ในสมัยโบราณ พวงมงกุฎ(หรือที่เรียกว่าหรีด)ทำด้วยกิ่งมะกอก  กิ่งสนและใบลอเรล  มงกุฎนี้นั้นถือเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้พิชิต เป็นเครื่องหมายเกียรติยศแก่นักรบที่กลับมาจากสมรภูมิ และจะถูกประดับบนศีรษะของผู้ได้รับชัยชนะจากการแข่งขันต่างๆเสมอมา โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองชัยชนะให้แก่นักกีฬาในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกมาตั้งแต่ในยุคกรีก-โรมันเลยทีเดียว

ก่อนหน้าคริสตกาลกว่า 1,000 ปี การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโบราณ ซึ่งถือเป็นทั้งเป็นเทศกาลทางศาสนาและกรีฑาซึ่งจัดขึ้นทุกสี่ปี ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งซุสบนเขาโอลิมปัส กำเนิดของกีฬาโอลิมปิกนี้ยังเป็นปริศนา แต่ตำนานปรัมปราหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เชื่อกันมากและได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือตำนานที่ว่า  เฮราคลีสและซุสผู้เป็นบิดาเป็นแบบฉบับของกีฬาดังกล่าว โดยกล่าวว่า เฮราคลีสเป็นผู้แรกที่เรียกกีฬานี้ว่า "โอลิมปิก" และตั้งธรรมเนียมจัดการแข่งขันขึ้นทุกสี่ปี นอกจากนี้ตำนานยังได้ยืนยันอีกว่า หลังจากที่เฮราคลีสสำเร็จภารกิจสิบสองประการแล้ว เขาได้สร้างสนามกีฬาโอลิมปิกเพื่อถวายเกียรติแด่ซุส  โดยนครรัฐและราชอาณาจักรต่างๆในกรีกโบราณได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมแข่งขัน และเมื่อถึงกำหนดการแข่งขัน ทุกรัฐจะต้องให้เกียรติแก่การแข่งขันนี้ ความขัดแย้งระหว่างนครรัฐที่เข้าร่วมทั้งหมดจะถูกเลื่อนไปจนกว่าการแข่งขันจะสิ้นสุดลง หมายถึงแม้ว่าขณะนั้นกำลังทำสงครามติดพันกันอยู่ขนาดไหนก็จะต้องหยุดพักรบ และมาดูนักกีฬาของตนแข่งขัน หลังจากเสร็จจากการแข่งขันแล้วจึงค่อยกลับไปทำสงครามกันใหม่ อุดมคตินี้ถือเป็นหัวใจของกีฬาโอลิมปิกมาถึงปัจจุบัน อาจจะเรียกได้ว่า กีฬาโอลิมปิกเป็นกีฬาแห่งสันติภาพก็ว่าได้

ดังนั้น ในปีที่ 776 ก่อนคริสตกาล ซึ่งถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นวันก่อตั้งกีฬาโอลิมปิกโบราณที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ตามรอยจารึกซึ่งพบที่โอลิมเปีย มีการระบุรายชื่อผู้ชนะการวิ่งซึ่งจัดขึ้นทุกสี่ปีเริ่มตั้งแต่นั้นปีนั้น ผู้ที่ชนะในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกของยุคโบราณจะได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างมาก รางวัลที่ให้แก่ผู้ชนะในสมัยนั้น คือมงกุฎช่อมะกอก (มงกุฏลอเรล) ซึ่งตัดมาจากยอดเขาโอลิมปัส อันเป็นที่สิงสถิตของเทพซุส แล้วทำเป็นวงคล้ายมงกุฎจักรพรรดิจะเป็นผู้พระราชทานครอบลงบนศรีษะของผู้ชนะนั้นๆ พร้อมทั้งได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้ชนรุ่นหลังศึกษาและชื่นชมต่อไป

กีฬาโอลิมปิกรุ่งเรืองถึงขีดสุดในศตวรรษที่ 6 และ 5 ก่อนคริสตกาล โดยรวมแล้วการแข่งขันได้ดำเนินติดต่อกันมานับเป็นเวลาถึง 1,200 ปี แต่จากนั้นก็ค่อย ๆ เสื่อมความสำคัญลง เมื่อชาวโรมันเข้ามามีอำนาจและอิทธิพลในกรีก ขณะที่ยังไม่มีการเห็นพ้องต้องกันในทางวิชาการว่ากีฬาโอลิมปิกโบราณสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อใด ส่วนใหญ่มักถือ ค.ศ. 393 เมื่อจักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่ 1 แห่งโรมันได้ทรงประกาศให้ยกเลิกการแข่งขันนั้นเสีย เพราะเกิดมีการว่าจ้างกันเข้ามาเล่นเพื่อหวังรางวัล และผู้เล่นปรารถนาสินจ้างมากกว่าการเล่นเพื่อสุขภาพของตน รวมทั้งมีการพนันขันต่อ อันเป็นทางวิบัติซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิม คือการที่ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายต่างก็อยากได้ช่อลอเรล ซึ่งเป็นรางวัลของผู้ชนะ ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงสั่งให้ล้มเลิกการแข่งขันที่เคยเป็นประเพณีอันดีงามนี้

หลังจากโอลิมปิกโบราณได้ถูกล้มเลิกไปเป็นเวลาถึง 15 ศตวรรษ โอลิมปิกยุคใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีขุนนางสำคัญของฝรั่งเศสชื่อ บารอน ปิแอร์ เดอ ดูเบอร์แตง ซึ่งมีความคิดที่จะฟื้นฟูการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกขึ้นมา จึงได้ติดต่อกับบุคคลสำคัญของประเทศอังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศสเป็นเวลาถึง 4 ปี และเป็นตัวตั้งตัวตีให้มีคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ขึ้นมาแล้วต่อมาจึงกลายเป็นมหกรรมกีฬาระดับโลกที่เรียกกันว่า โอลิมปิกสากล โดยกำหนด 4 ปีต่อ 1 ครั้งและให้หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปเป็นเจ้าภาพระหว่างประเทศเครือสมาชิก แต่การเปิดแข่งขันครั้งแรกให้เริ่ม ณ กรุงเอเธนส์ใน ค.ศ. 1896  เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการกำเนิดกีฬาโอลิมปิกเมื่อครั้งโบราณ โดยมีจุดประสงค์ในการจัดการแข่งขันคือเพื่อเชื่อมความสามัคคีระหว่างชนทุกหมู่เหล่า

ในการแข่งขันโอลิมปิกสมัยใหม่ แม้ผู้ชนะจะไม่ได้รับมงกุฎทำด้วยกิ่งไม้มะกอกจากยอดเขาโอลิมปัสแล้ว แต่จะได้รางวัลเป็นเหรียญทอง เงินและทองแดงตามลำดับ จนกระทั่งการแข่งขันโอลิมปิกในปี 2004 ซึ่งวนกลับมาจัดที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ คณะกรรมการการแข่งขันจึงได้เห็นชอบให้มีการนำประเพณีนี้กลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง โดยตอนมอบเหรียญรางวัลให้กับนักกีฬาจะมีผู้เชิญมงกุฏลอเรล หรือช่อใบลอเรลมาให้ด้วย

ทั้งนี้นอกจากประเพณีการมอบมงกุฎใบลอเรลให้แก่ผู้ชนะในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกแล้ว ในการแข่งขันกีฬาอื่นๆก็ดูเหมือนจะถือประเพณีนี้อยู่เช่นกัน เราจะเห็นมงกุฏลอเรลบนศีรษะของผู้ชนะการแข่งมาราธอนนานาชาติ ไปจนถึงหรีดลอเรลขนาดใหญ่ที่ถูกมอบให้กับนักกีฬาแข่งรถเป็นภาพชินตา นอกจากนี้จะเห็นได้ว่ายังคงมีการใช้ใบลอเรลเป็นสัญลักษณ์แสดงชัยชนะอยู่บ่อยครั้ง ทั้งบนโปสเตอร์โฆษณาการแข่งขัน ดวงตรา โล่ ถ้วยและเหรียญรางวัล.....

 
 
 
 
 
อ่านมาถึงตรงนี้คนคิดว่าแค่อ่านเอาสนุกๆก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา..
 
 
'มงกุฏสัญลักษณ์แห่งชัยชนะงั้นเหรอ?'
 
'นี่มันเหมาะ.....เหมาะ.... เหมาะมากๆ!!'
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Laurus nobilis
 

Glory
Victory
Nobility
Immortality
Intellectual superiority
Second Sight (the gift of prophecy)
Recognition (renown) of High Achievement
Long-term Vision (“big picture” understandings)
 
 Latin word laurus which means triumph/success/victory.  
The Latin moniker for the laurel plant is laurus nobilis, which accentuates the theme of high honor as nobilis is a term meaning nobility/regal status.
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Source:

 

 

*****************************************************

 

ทำไม่ทันค่ะะะะ!!!! /ร้องห้าย

 

ตอนแรกว่าจะวาดรูปตัดเส้นดีๆ แต่บังเอิญว่าวันก่อนตกบันไดแล้วข้อมือซ้น...เลยได้แต่ขีดๆแล้วลงเทาแค่นี้ /ร้องห้าย ดีนะที่ภาพสีทำเสร็จแล้วดองไว้ก่อนนานแล้ว ไม่งั้น..... /ร้องไห้

แล้วก็พอหาข้อมูลมารวมๆมันก็ชักติดลม ก็เลย...ยำใหญ่ใส่สารพัด แง้ เขียนเป็นเหมือนเนื้อหาในหนังสือซะเลย

 

เอเรเมสเลือกลอเรลเพราะเห็นความหมายในทางชัยชนะ หรูหรา สูงศักดิ์อะไรเทือกๆนี้

ส่วนอีแหม่เลือกลอเรลให้ เพราะความที่มงกุฏใบลอเรลคล้ายๆกับว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ ซึ่งนิสัยเอเรเมสนั้นเป็นคนที่ชอบเอาชนะมากๆ ต้องการจะเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ แล้วก็พร้อมทำทุกวิธีการให้ตัวเองชนะด้วย ไม่ค่อยยอมลงให้ใครง่ายๆค่ะ U___U

 

จริงๆพวกข้อมูลอ้างอิงมีมากกว่านี้ ตอนแรกได้ข้อมูลที่ดีมากด้วย แต่...ดันลืมเก็บเข้าOneTab...
นั่งๆหาไปแล้วโครมก็แครช..... ทุกสิ่งหายวับไปกับตา

 
ว่าแต่ตอนแรกที่คิดไว้เป็น Apple Blossomนะ มาลงงี้ได้ไงไม่รู้...
ได้รับการบ้าน ตรวจการบ้านและให้คะแนนเรียบร้อยนะคะ
ข้อมูลแน่นมากค่ะ อ่านเพลินเลย มาเป็นคอมมิคด้วย มีรูปสีอีก ดีงามมากเลยค่ะ > v < )

ได้ไป 2 คะแนน ขอบคุณสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมค่ะ

#2 By nancy on 2015-07-11 12:21