เอ็นทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ

 

[Ex-Shield] Mission 4 : Result

 

 

Related: Mission-4 : Tatyana Drake

 

 

 

 

 

สิ่งที่ได้ยินนั้นฟังดูคล้ายเสียงระเบิด

ยิ่งเมื่อเสียงนั้นเกิดขึ้นในใต้ดินที่อากาศอับทึบอย่างนี้ เสียงของมันก็สั่นสะเทือนเสียจนแก้วหูของเธอลั่นกริ่ง

 

ที่นี่ไม่เหมือนในสนามรบตรงที่ไม่มีโอกาสให้เตรียมตัวมาก่อน.....จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก ในสนามรบเองก็มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ มันต่างกันตรงที่ว่าตอนนี้เธอไม่ได้ติดอุปกรณ์พร้อมสรรพอยู่ในบังเกอร์มันก็เท่านั้นเอง

 

หญิงสาวและเอเจนต์ทั้งสองข้างกายต่างพุ่งเข้าหาสิ่งที่อาจสามารถใช้เป็นที่กำบังได้ในวินาทีนั้น ปืนไอเซอร์ที่ได้รับแจกจ่ายมาตั้งแต่ก่อนออกจากทริสเกเลี่ยนถูกกระชับในมือแน่น

 

ระบบไฟในฐานกระพริบวอบแวบราวจะดับมิดับแหล่ ดูท่าว่าอุปกรณ์หลายอย่างคงจะถูกทำลายจากแรงระเบิดเมื่อครู่

 

รู้ตัวอีกที เธอก็เห็นคนที่เคยคุ้นตาอย่างหัวหน้าลุกซ์แฟร์และเอเจนต์นาเบเรียสอยู่ตรงนั้น อาวุธสงครามในมือเล็งตรงมายังพวกเขาทั้งสาม

ทาเทียน่าตระหนักรู้ได้ในชั่วขณะนั้นว่า

อ้อ นี่เองหนวดของปลาหมึก

 

 

ถึงจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าสถานการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการยืนยันว่า ‘คนใน’ ของชิลด์เองนั้นแหละที่คอยสนับสนุนไฮดร้า

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นหนวดของไฮดร้าที่สามารถงอกขึ้นได้ใหม่อย่างไม่รู้จบ

 

แต่เมื่อเห็นอย่างนี้ก็อดสะท้อนใจลึกๆไม่ได้

 

อีกฝ่ายคงมีเหตุผลที่หนักหนา กระทั่งยอมทนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเกลียดแสนเกลียด ทำหน้าที่ที่ต้องทำร้ายพวกพ้องของตัวเองเพื่อแลกมาด้วยชัยชนะในการโค่นล้มอีกฝ่ายจนราบคาบ หรือไม่ก็เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองยึดเหนี่ยวมามากจนเกินไป

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน  การต้องทนแสร้งทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็นมันก็เจ็บปวดทั้งนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่เจ้าตัวเองยินดีจะทำก็ตามทีเถอะ

 

จิตใจที่ต้องคอยรับเรื่องราวแบบนั้นจะทนได้ต่อไปอีกนานแค่ไหนกัน

 

ทาเทียน่านึกสงสัยขึ้นมาในวินาทีนั้น แต่ก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอสมควรไปตั้งคำถามแทน

สิ่งที่เธอควรทำตอนนี้คือการจับกุมคนตรงหน้าทั้งสองไว้ให้ได้ต่างหาก

 

และเพราะอย่างนั้นเสียงปืนจึงได้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของฐานลับใต้ดิน

 

 

 

การต่อสู้ภายใต้ความมืดสลัวนั้นเริ่มขึ้นและจบลงในระยะเวลาเพียงไม่นาน เพราะจำนวนคนที่น้อยกว่าทำให้อดีตเอเจนต์ของชิลด์ทั้งคู่ถูกพวกเธอควบคุมตัวเอาไว้ได้สำเร็จ

 

แม้จะถูกจับกุม แต่พวกเขาก็ยังมีทีท่าสบายๆไม่หวาดหวั่นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเธอเห็นผู้นำทีมของตนเองมีแววตาเครียดขึงในชั่วขณะหนึ่งก่อนจะเป็นอย่างเดิม

อย่างน้อยก็เคยเป็น ‘เพื่อน’ กันนี่นะ

 

 

 

 

ทางเข้าออกที่แต่เดิมก็คับแคบอยู่แล้วกลับยิ่งแคบเข้าไปอีกเมื่อต้องเบียดเข้าไปพร้อมๆกันทีเดียวถึงห้าคน ซึ่งก็ต้องทำอย่างนั้นเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า

เมื่อพวกเธอหลุดจากระบบลิฟต์แคบๆและออกมาจากอดีตร้านทำผมฝุ่นคลุ้ง ยังไม่ทันจะได้สูดหายใจเข้าไล่กลิ่นอับของใต้ดิน ทั้งร่างกายก็ทรุดฮวบจากแรงสะเทือนและเสียงระเบิดที่เกิดขึ้นซ้ำสอง แรงผลักของอะไรบางอย่างทำให้เธอล้มคะมำลงไปกับพื้น

ก่อนที่จะทันรู้ตัว ลุกซ์แฟร์และนาเบเรียสก็หลุดพ้นจากการควบคุมตัวและหายไปในม่านควันที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

 

ร้านทำผมที่เคยตั้งอยู่ในจุดที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่บัดนี้กลายเป็นแค่กองเศษปรักหักพัง นักโทษทั้งสองที่เพิ่งควบคุมตัวได้ก็หายตัวไปราวกับรู้ล่วงหน้า

ต้องเป็นฝีมือของใครบางคนแน่

 

เอเจนต์ทั้งสามได้แต่มองหน้ากันไปมา ฝุ่นควันรอบกายที่เริ่มจางหายทำให้เริ่มมีผู้คนเข้ามามุงดูอย่างกล้าๆกลัวๆ ในหูที่ยังลั่นกริ่งกลับแว่วเสียงไซเรนของรถตำรวจ ทำให้ต่างคนต่างรีบลุกหนีออกจากสถานที่นั้นอย่างไม่คิดชีวิต

ทั้งหัวหน้าครูซ เอเจนต์ฟาเบียง และเธอต่างหาวิธีกลับไปที่ควินเจ็ทได้อย่างปลอดภัยในสภาพที่มอมแมมดูไม่ได้ แม้จะไม่สามารถจับกุมตัวอดีต ‘เพื่อน’ ทั้งสองไว้ได้สำเร็จ แต่อย่างน้อยหัวหน้าครูซก็สามารถแบ็คอัพข้อมูลที่ต้องการเอาไว้ได้ทันเวลาก่อนที่ระบบของฐานจะไม่สามารถใช้การได้อีก

 

เมื่อไม่มีสิ่งใดในคิวบานี่ที่สามารถทำได้อีกแล้ว เอเจนต์ทั้งสามจึงต้องถอนตัวออกจากพรมแดนของประเทศนั้นอย่างเงียบๆ

 

 

ทาเทียน่าได้รับทราบภายหลังว่า แม้จะสามารถหลบหนีไปได้ในครั้งแรก แต่ในที่สุดแล้วทั้งหัวหน้าลุกซ์แฟร์และเอเจนต์นาเบเรียสก็ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ทีมS.T.R.I.K.E.ได้สำเร็จ

แน่นอน เธอรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่ก็ยังมีอดีตเจ้าหน้าที่ของชิลด์อีกหลายคนที่จนถึงบัดนี้ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

เอเจนต์ที่เหลือต่างพยายามกันอย่างหนักเพื่อประคับประคองชิลด์ให้ยังดำเนินภารกิจต่อไปได้ภายใต้วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

ทุกอย่างอยู่ในสภาวะตึงเครียด ทั้งชิลด์และไฮดร้าต่างดูท่าทีซึ่งกันและกัน การเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองกลุ่มดำเนินไปอย่างรุนแรงในความเงียบเหมือนกระแสน้ำที่หมุรเวียนบ้าคลั่งใต้ผิวน้ำที่ใสนิ่งราวกับกระจก

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงพร้อมๆกับเฮลิแคริเออร์ที่พุ่งเข้าชนทริสเกเลี่ยน

 

จากวันนั้น เอเจนต์ทาเทียน่า เดรค ก็หายไปจากสารบบของชิลด์ราวกับไม่เคยมีตัวตน

.

.

.

.

.

 

 

ใต้ท้องฟ้าของขั้วโลกใต้ กว่าหนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

 

ร่างสูงโปร่งของบุคคลผู้หนึ่งในชุดกันหนาวรัดกุมเดินออกมาจากอาคารหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในอาญาเขตของฐานอามุนด์เซน-สก็อตต์ ในลานกว้างเบื้องหน้านั้นปรากฏเงาตะคุ่มของเครื่องบินขนส่งขนาดกลางลำหนึ่งจอดติดเครื่องอยู่บนรันเวย์ที่สร้างขึ้นจากหิมะที่ถูกอัดกันแน่น เสียงความวุ่นวายจากภายในอาคารที่เพิ่งเดินจากมาทำให้ร่างนั้นหันกลับไปมองก่อนที่ประตูจะปิดลง ทันใดนั้นทุกสิ่งก็กลับสู่ความมืดของยามราตรีอีกครา

มือที่ถูกพรางไว้ใต้ถุงมือสีอ่อนยกขึ้นขยับแว่นกันลมที่คาดบนศีรษะให้ได้ตำแหน่ง ก่อนร่างนั้นจะเงยหน้าขึ้นมองฟ้าราวกับรอคอยอะไรบางอย่าง

 

ฟากฟ้ายามค่ำคืนอันแสนยาวนานของขั้วโลกใต้นั้นมีสีเข้มเสียจนเหมือนกับว่ามันถูกปกคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ชิ้นงาม ประดับด้วยท้องทะเลแห่งดวงดาวนับล้านๆที่ทอแสงประกายระยิบระยับ ในใจกลางของมันคือทางช้างเผือกที่ทอดยาวข้ามท้องฟ้าไปไกลจนสุดสายตา

และแล้ว ท่ามกลางความเงียบในยามราตรี แสงสีอันงดงามของแสงใต้ก็เรืองรองขึ้นมาบนฟ้าราวกับกำลังร่ายระบำ

 

 

 

 

 

ถึงจะเป็นภาพที่เคยเห็นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ที่ๆทำให้คนตรงนั้นประทับใจกับมันมากที่สุดก็คงจะเป็นที่นี่

 

 

 

 

 

ทาเทียน่า เดรค ยืนอยู่ตรงนั้นในฐานะนักบินประจำฐานอามุนด์เซน-สก็อตต์ แอนตาร์กติกา

 

 

 

 

 

เธออยู่รอดปลอดภัยดีในวันที่ทริสเคลเลี่ยนถูกถล่ม

จากความช่วยเหลือของพรรคพวกหลายๆคนในชิลด์ ทำให้ในวันนั้นประวัติของเหล่าเอเจนต์บางส่วนถูกลบออกจากฐานข้อมูล แน่นอนรวมทั้งข้อมูลการทำงานของเธอด้วย ถึงแม้ว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายไฮดร้าจะสามารถกู้ข้อมูลนั้นได้แต่อย่างน้อยหากมันพอถ่วงเวลาได้บ้างก็ยังดี ก่อนที่ทุกคนจะพากันเล็ดรอดออกมาจากตึกได้ทันท่วงที

 

หญิงสาวเดินทางข้ามประเทศกลับไปยังฝั่งตะวันตกทันทีที่มีโอกาส แต่แทนที่จะกลับบ้าน เธอเลยขึ้นเหนือเข้าไปในเขตรัฐวอชิงตัน หลบอยู่ในอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาลของสวนแอ๊ปเปิ้ลที่ครอบครัวเธอเป็นเจ้าของอยู่ในเวลานั้น หญิงสาวรอจนกระทั่งเรื่องเริ่มซาลงถึงออกมาจากที่นั่นอย่างเงียบๆ

 

ระหว่างนั้นเธอก็ร่อนใบสมัครงานของตัวเองไปเรื่อยๆอย่างมีจุดหมายเล็กน้อย นั่นคือส่งไปตามหน่วยงานที่เปิดรับคนเพื่อทำภารกิจในขั้วโลกใต้ โดยไม่เกี่ยงว่าเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน

จนกระทั่งเวลาผ่านไประยะหนึ่ง สิ่งที่เธอกรอกลงไปในนั้นเตะตาองค์กรวิจัยระดับนานาชาติแห่งหนึ่งเข้า ประวัติการทำงานเมื่อครั้งยังประจำการในกองทัพอากาศทำให้พวกเขาพิจารณารับเธอเข้าทำงานในฐานะนักบินทั่วไปโดยไม่ยากนัก แต่ช่วงเวลาหลังจากนั้นกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายมากมาย ทั้งต้องเข้ารับการทดสอบหลายอย่าง เพื่อจะได้รับเลือกให้เป็นนักบินประจำสถานีวิจัยขั้วโลกใต้แห่งนี้

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามอย่างสุดชีวิต เพื่อที่จะได้มีโอกาสกลับมาเห็นทิวทัศน์ที่ตนเองไม่อาจลืมได้ลงนั้นอีกครั้ง

 

จนท้ายที่สุดเมื่อได้ทำงานในสิ่งที่เธอรักและถนัดที่จะทำมันมาโดยตลอด ทำให้ตอนนี้ก็ถือว่าเธอมีความสุขดีตามอัตภาพ

 

แต่ถึงอย่างนั้น ทาเทียน่าก็ยังคิดว่าตอนนี้ชีวิตของตัวเองขาดอะไรบางอย่าง

 

ช่วงเวลาสั้นๆระหว่างที่ทำงานให้กับชิลด์ เป็นช่วงเวลาที่เธอได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ซึ่งมันเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตธรรมดาๆที่เธอเคยมีมาตลอด

 

สิ่งที่น่ากลัว

สิ่งที่สำคัญ

สิ่งที่ควรปกป้อง

สิ่งที่ควรทำลาย

 

สิ่งเหล่านี้จริงอยู่เธอเคยเรียนรู้มาแล้วครั้งหนึ่งในสนามรบ แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็พบว่าโลกที่เธอเคยรู้จักอันที่จริงอาจไม่ได้เป็นอย่างเช่นที่เห็นอยู่เลย

 

การมีอยู่ของ 0-8-4 ชิ้นหนึ่งที่เธอได้พบเห็นมันกับตาด้วยตัวเอง ณ ที่แห่งนี้นั้นพลิกมุมมองที่เธอเคยใช้มองโลกใบนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

 

เธอคิดว่าไม่ใช่เพียงตัวเองคนเดียวหรอก ที่มองว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวและโหดร้ายที่สุดในโลก

แต่นั่น เธอก็แค่ ‘เคย’ คิด

บัดนี้เธอมองว่ามนุษย์เองก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตกระจ้อยร่อย เพียงแค่มีสมองที่ใหญ่ วิวัฒนาการจนมีอารยธรรมเป็นของตนเอง ซึ่งถ้ามนุษย์ไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่อยู่ร่วมกันในโลกสักนิด

ยิ่งหากมีสัญชาติญาณระวังภัยที่ต่ำตามค่าเฉลี่ยของมนุษย์ในปัจจุบัน ไม่ช้าไม่นานคงหนีไม่พ้นการถูกล่าจนสูญพันธ์

 

ความจริงที่ว่าที่ใดที่หนึ่งข้างนอกนั่นอาจจะยังมีของที่เหมือนกับ0-8-4ชิ้นนั้นอยู่อีกมากมาย มันทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในใจลึกๆ โดยไม่อาจหาอะไรมาลบล้างได้

 

แต่สำหรับบางสิ่งที่ได้รู้มาในชีวิต จะให้มาทำเหมือนไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยในตอนนี้มันก็ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้แล้ว

 

ทางเดียวที่จะยอมรับมันได้ คือต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ‘ต้องมีสักทางที่จะเอาชนะมันได้สิน่า....’

 

เธอคิดเช่นนั้นก่อนจะระบายลมหายใจยาวเหยียดอีกครั้ง

 

 

และการที่จะชนะมันได้นั้นคงมีอยู่ทางเดียว.......

 

 

ครืด

ปี๊บ

 

อุปกรณ์สื่อสารที่เก็บไว้ด้านในของเสื้อกันหนาวอุ่นหนาส่งเสียงร้องและสั่นเบาๆ

 

หลังจากปล่อยให้มันร้องเตือนอย่างนั้นอยู่พักใหญ่ๆ ทาเทียน่าก็ถอนหายใจ ก่อนจะละสายตาจากความงดงามบนท้องฟ้ามายังอุปกรณ์เครื่องเล็กที่บัดนี้ถูกเรียกขึ้นมาอยู่ในมือ

 

แสงจากหน้าจอนั้นแม้ไม่ได้สว่างนัก แต่เพราะอยู่ท่ามกลางความมืดมานานจนคุ้นชินหญิงสาวจึงต้องหรี่ตาหนีแสงไปชั่วอึดใจ

และเมื่อเลื่อนสายตากลับมา สิ่งที่ปรากฏอยู่บนนั้นก็เรียกรอยยิ้มกว้างขึ้นมาปรากฏบนใบหน้าของเธอ

 

 

I hope you’re ready for our brand new mission.

A.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

*********************************

 

 

 

 

เป็นหนึ่งปีกว่าๆที่จบลงเร็วมากๆเลย

 

 

ถึงจะไม่ค่อยได้โผล่มากนัก แต่บอกตามตรงว่าใจหายมากเลยค่ะ

 

 

ขอขอบคุณ @ex-shield สำหรับคอมมูที่ดี เพื่อต่อยอดเรื่องราวนี้นะคะ

 

ขอบคุณทุกคนที่ได้เล่นร่วมกันมาค่ะ

 

 

หวังว่าจะได้พบกันใหม่ในคอมมูใหม่ในอนาคตข้างหน้าเนอะ